Barber pole ประวัติที่ไม่ธรรมดา

Barber pole ประวัติที่ไม่ธรรมดา

อาชีพร้านตัดผมอาจจะมองว่าเป็นอาชีพที่ธรรมดามากในยุคสมัยนี้ เรามองไปทางไหนก็เห็นร้านตัดผมเต็มไปหมด อย่างน้อยในหนึ่งชุมชนต้องมีหนึ่งร้านแหละ ยิ่งใกล้โรงเรียนยิ่งต้องมีเลยเพื่อเอาไว้ตัดผมให้กับนักเรียนและคนทั่วไป ถามว่าหากพูดถึงร้านตัดผมเรานึกถึงอะไร บางทีอาจจะนึกถึงช่างตัดภาพ เก้าอี้ บรรยากาศในร้านตัดผม หรือ บางคนอาจจะนึกถึงสัญลักษณ์ของร้านตัดผม รู้ไหมว่าสัญลักษณ์นี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดาด้วยนะ เราจะพาไปรู้จักกัน

Barber pole

สิ่งหนึ่งที่เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของร้านตัดผม นอกจากกรรไกรตัดผม บัตตาเลี่ยน และอุปกรณ์ในการตัดผม นั่นก็คือ barber pole พูดอย่างนี้อาจจะไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่หากบอกว่ามันคือสัญลักษณ์ไฟแดง ขาว น้ำเงิน ที่หมุนวนไปเรื่อยๆมักจะเห็นอยู่หน้าร้านตัดผมหลายคนคงร้องอ๋อ กันไปตามๆกัน แล้วรู้หรือไม่ว่าสีที่เราเห็นนั้นมีความหมายด้วยนะ แน่นอนว่าไม่ใช่ความหมายตามสีธงชาติไทยแน่นอน มันไม่ได้หมายความอย่างนั้นเลย มันบังเอิญสีตรงกับธงไตรรงค์เท่านั้นเอง

ความหมายของ barber pole

สัญลักษณ์ไฟสามสี แดง ขาว น้ำเงินที่ติดตั้งอยู่หน้าร้านตัดผมนั้น แท้จริงแล้วมันมีความหมายเฉพาะ สีแดงหมายถึงเลือด สีขาวหมายถึงผ้าพันแผล และ สีน้ำเงินหมายถึงความรักชาติ เออหลายคนอาจจะงงสีน้ำเงินรักชาติกับร้านตัดผมอาจจะไม่เกี่ยวแต่พออนุโลมให้เกี่ยวกันได้ แต่สีแดง กับสีขาวที่สื่อถึงเลือด และ ผ้าพันแผล มันมาเกี่ยวข้องกับร้านตัดผมได้ยังไงดูแล้วไม่เข้ากันสักนิดเลย

ก่อนจะมาเป็นร้านตัดผม

เพื่ออธิบายคำถามในบรรทัดสุดท้ายของย่อหน้าเมื่อสักครู่ เราต้องย้อนกลับไปช่วงสมัยยุคกลาง นับเป็นตัวเลขก็ประมาณศตวรรษที่ 5-15 ยุคนั้นเชื่อหรือไม่ว่า ร้านตัดผมกับหมอทำศัลยแพทย์(หมอผ่าตัด)เป็นคนเดียวกัน สมัยนั้นจะรักษาโรคอะไรทีจะใช้วิธีดึงเส้นเลือดดำออกมาจากนั้นก็เจาะลงไปเพื่อถ่ายเลือดออกคนไข้จะได้หายป่วย อ่านแล้วอาจจะงงว่าเป็นไปได้เหรอแต่เค้าทำกันจริงๆในยุคนั้น ยังไม่รวมถึงการทำฟัน จัดกระดูกและผ่าตัดอีกมากมายซึ่งร้านตัดผมตอนนั้นจะใช้ชื่อว่า barber-surgeon นั่นเอง ด้วยสาเหตุนี้จึงเป็นที่มาของสัญลักษณ์ทั้งสามสีที่บ่งบอกถึงการผ่าตัด การรักษาโรค การช่วยชีวิตคนเค้าจะติดสัญลักษณ์ดังกล่าวเพื่อให้คนทั่วไปรู้ว่านี่คือร้านอะไร จนกระทั่งผ่านศตวรรษที่ 15 ไปแล้วจึงมีคำสั่งให้เลิกบริการทางการแพทย์ในร้านตัดผมอีก แต่สัญลักษณ์ยังคงติดตาก็เลยใช้ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน เป็นที่มาแบบไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ